Thursday, 6 June 2013

สอบวันแรก

วันนี้เป็นวันสอบวันแรกของชีวิตการเรียนปริญญาโทที่นี่

วิชาที่สอบคือ ทฤษฎีไออาร์ 

เมื่อวานนั่งอ่านทั้งวัน ไม่ค่อยมีสมาธิตอนกลางวัน อ่านไม่จบ จบไปแค่ realism & liberalism เพิ่งจบ neo-neo debate เมื่อเช้า แล้วก็ทบทวน English School, Critical theories & Constructivism อย่างด่วนภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมง 

เดินไปสอบห้อง  JD 102 เป็นตึกที่ไม่รู้จักของภาควิชาคณิตศาสตร์ แต่โชคดีประเทศนี้มีแอป Lost on Campus ให้ดูแผนที่มหาลัย ช่วยได้เยอะ พอเดินไปใกล้ถึงพิกัดก็ดูตามเข็มทิศเอา 

ข้อสอบวิชานี้มีข้อเดียว ให้มาใน course guide ตั้งแต่เปิดเทอมแล้วหล่ะ เพิ่งจะนั่งอ่านแล้วคิดจริงๆ จังๆ เมื่อคืน แล้วก็เพิ่งจะเขียนในห้องสอบ ไม่ได้เตรียมตัวเป็นอย่างดีเลย เพราะ "ความกลัว" ความกลัวคือปัญหาของเราที่นี่ ทำให้เรานั่งร้องไห้ไม่รู้กี่รอบ แต่สิ่งที่ตรัสรู้ได้ระหว่างที่อ่านหนังสือสอบเมื่อวานก็คือ อ่านไปเหอะ จริงๆ เราคงไม่มีสมาธิเวลาอ่านหนังสือช่วงที่เรียน เลยอ่านไปแล้วงง อีกอย่างอาจารย์ชอบสอนอะไรที่ไม่มีในเอกสารที่บังคับให้อ่าน พออ่านหนังสือที่ไม่ได้บังคับ มันก็ให้ภาพกว้างๆ อีกภาพนึงกับเรา 

เพราะฉะนั้น สัญญากับตัวเองว่าจะไม่กลัวอีกแล้ว จะเตรียมตัวอย่างดี ไม่ใช่อ่านหนังสือ ๑​ วันก่อนสอบเหมือนวิชาที่เพิ่งสอบไป 

อีกวิชานึงที่จะสอบ สอบในวันเกิดเลยด้วยซ้ำ คือ Asian Regionalism and Security: Implications for Australia เป็นวิชาที่เข้าไปนั่งเรียนแล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้อะไรเลย แตะนู่นนิดนี่หน่อย ไม่ค่อยมีแก่นสาร หลักการแนวคิดอะไรก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน อาจารย์ก็บังคับให้ซื้อหนังสือที่ตัวเองเขียนเอง เล่มนี้ตั้ง $130 แน่ะ เลยไม่ซื้อ ให้เพื่อนซีรอกซ์จากเมืองไทยส่งมาให้ ประหยัดไปได้เยอะเลย

วิชานี้โดดบ่อยมากที่สุดในโลกละ ตั้งแต่เรียนมาน่าจะเข้าเรียนไม่ถึงครึ่งนึง ช่วงหลังๆ ที่รู้สึกเฟลมากๆ ยิ่งไม่เข้าเลย เกลียดเพื่อนฝรั่งร่วมกลุ่ม ชอบเขม้น เข้าใจว่าเค้าเก่ง อ่านหนังสือรู้เรื่อง เราอ่านหนังสือก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แค่กูอ่านจบก็บุญแค่ไหนแล้ว (เสือกตรงวันเดียวกับวิชา IRT ด้วยไง) พอเข้า group discusstion (วิชานี้กระแดะเรียก breakout session) ก็เข้าไปเอ๋อ พูดตามเพื่อนในกลุ่มไม่ทัน มันก็จะมีพวกวัยทำงานผู้ชายหลายคนชอบหันมามองเหยียด เพราะเราไม่ค่อยพูด แล้วก็ไม่ค่อยมีส่วนร่วม ก็พวกมึงพูดหมดแล้ว เอาจริงๆ ตอนแรกๆ ฟังพวกแม่งพูดยังแทบจะไม่ทันด้วยซ้ำ บางคนสำเนียงเหี้ยอะไรก็ไม่รู้ฟังไม่เข้าใจตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย แต่เข้าใจบางส่วนก็รู้สึกเหมือนถูกหวยละ ถ้าจะอาสาเป็นตัวแทนกลุ่มนำเสนอความคิดที่ตกผลึกได้ในกลุ่ม กุก็ทำหน้าโง่เหมือนเดิมแหล่ะ (เคยอาสาครั้งนึง เพราะโดนเขม้นหลายครั้งละ แล้ววันนั้น ตั้งใจเลยว่า กุอ่านหนังสือมา สู้มึงได้แน่ สรุปคือง่าวเหมือนเดิม พอพูดได้ไม่สมบูรณ์ อาจารย์ก็ถามว่า บลาบลาๆ ก็ตอบไปว่า ไม่รู้ ต้องให้ไอ้เชี่ยที่เขม้นเราช่วย) มีป้าคนนึงที่รู้สึกเหมือนเรา แอบมองปฏิกิริยาแกออก แล้วก็ไม่ค่อยมาเข้าเรียนเหมือนกัน แต่ป้าแกเป็น native ก็ฟังที่พวกนั้นแม่ง discuss กันแล้วจดอย่างรวดเร็ว ไป present ได้ เธอรอดชีวิตได้ในครั้งนั้น แต่เราลุ้นหัวใจจะวายทุกที

วิชานี้เป็นเหมือนบทเรียนว่า เราควรช็อปปิ้งตามวิชาต่างๆ ในวันแรกที่เปิดเทอม เหมือนที่เคยทำสมัยป.ตรี ชอบก็เรียน มีกฎเกณฑ์/ criteria ที่ไม่ชอบก็ไม่ต้องเรียน (วันแรกของการเรียนวิชานี้มีฝรั่งวัยรุ่นทำอย่างนี้เหมือนกัน แล้วก็ไม่มาเรียนอีกเลย คนที่มาวันแรกของวิชานี้ไม่มาเยอะมาก) และวันเรียนวันสุดท้ายก็มีคนที่แทบไม่เคยเห็นหน้ามาเรียนหลายคน แปลว่า คนที่แม่งไม่ชอบอาจารย์ ไม่ชอบสไตล์การสอน เนื้อหาที่เรียน แต่พลาดลงทะเบียนไปแล้ว ก็มาขอรับทราบหน่อยว่ามึงจะออกข้อสอบอะไร

คนที่เรียนกลางๆ อย่างเราคงขอแค่เอาตัวรอดเทอมนี้ไปให้ได้ก็แล้วกัน แต่สัญญากับพ่อแม่ไว้แล้วว่า ถ้าตกแม้แต่ตัวเดียว จะแพ็กกระเป๋ากลับบ้านทันที เสียดายเงินที่เอามาเรียนกับปริญญาที่ไม่น่าจะทำเงินได้เลยในโลกปัจจุบัน 

เอาเถอะยังไงวันนี้ก็ว่างแล้ว แต่อยากนอน รู้สึก (ไปเองว่า) ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนเกือบตี ๑​ แต่ตื่นประมาณ ตี ๕ กว่าๆ หลับๆ ตื่นๆ แถมฝันว่า ตื่นสายไปสอบไม่ทันอีก (ความกลัวมีพลานุภาพเหนือความคิดเราจริงๆ) นอนขดตัวขี้เกียจจน ๗ โมงกว่า กด snooze นาฬิกาปลุกในมือถือไปหลายครั้งเลยหล่ะ แล้วก็ตื่นมาอ่านต่อ ชีวิตเหมือนหายใจทิ้งไปวันๆ แต่เราก็รอวันที่เราเป็นอิสระจากการสอบ และชีวิตการเรียนปริญญาโทที่นี่ เคยคุยกับเพื่อนที่เรียนอยู่ที่อังกฤษ ซึ่งก็ไม่ได้เรียนอย่างมีความสุขเหมือนที่เราเป็นอยู่นี่แหล่ะ มันนั่งนับวันรอคอยวันที่จะได้บินกลับไทย เราก็กำลังทำอย่างนั้น และพยายามบอกตัวเองตลอดเวลาว่า ทำอย่างนั้นไม่ใช่ด้วยความสิ้นหวัง แต่ด้วยความหวังว่า ความทุกข์ของนักเรียนนอกกำลังจะหมดลงและเริ่มต้นบทเรียนใหม่ของชีวิตจริงในการทำงาน (อีกครั้ง)

Wednesday, 5 June 2013

เริ่มบ่น

วันนี้เป็นวันเตรียมตัววันสุดท้ายก่อนสอบวิชา International Relations Theory ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาโหดหินที่สุดเท่าที่เคยเรียนมาในชีวิต  แต่เอาเข้าจริง เทอมนี้ เรียนแค่ ๓ วิชา แต่มหาโหดลากเลือดที่สุดในชีวิต ก็จะไปบ่นอะไรได้ ปริญญาโท มันคือหลักสูตรเร่งรัดที่สุด ช่วยไม่ได้ ดันพลาดตัดสินใจมาเรียนแล้ว

จะสอบวันพรุ่งนี้ก็ยังไม่ได้ฤกษ์อ่านหนังสือเบย เวิ่นเว้อ เห้ออออ

ยิ่งอยู่ห่างไกลสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ก็ต้องยิ่งปรับตัวมากขึ้น
มาอยู่ในเมืองที่มันแทบจะไม่มีอะไร เพื่อให้ตั้งใจเรียน ไม่มีสิ่งล่อตาล่อใจ แต่ใจมันกลับไม่อยากเรียน อยากกลับบ้าน นี่คือความทุกข์ของคนที่จิตใจโลเลอย่างผม

การที่เราเฝ้ารอบางสิ่งบางอย่างด้วยใจจดจ่อ กับเวลาที่เหมือนจะมีมากเกินไปและเดินผ่านไปอย่างช้าๆ ในขณะที่สิ่งต่างๆ รอบกาย กลายเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ สิ่งที่เราต้องการอาจเป็นสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ที่เราต้องรอให้เวลาเดินไปครบอีก ๑​ ปี กว่าจะได้พบมันอีกครั้ง 

กาลเวลา การรอคอยคงจะทำให้สิ่งเหล่านั้นมีค่ามากขึ้น แต่ระหว่างที่เราต้องรอคอยมันอย่างเหงาหงอย เศร้าสร้อย มันไม่สนุกเลย!

การได้รู้ความจริงถือเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่า ณ ขณะที่เรารับรู้และเรียนรู้ที่จะหายใจต่อไปอย่างมีความหวัง แม้ว่าความหวังจะมีอยู่มากหรือน้อยก็ตาม


สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะเล่น facebook น้อยลงด้วยการลบแอปในมือถือและไอแพดทิ้งเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ หวังว่าครั้งนี้จะช่วยได้และจริงจัง ต่อไปนี้จะเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น (ไม่ว่าจะหนังสือเรียน นิยาย หรือหนังสือประเภทเรียกกำลังใจ หรือหนังสือประวัติศาสตร์ที่ชื่นชอบ) อย่างน้อยเราก็ได้ใช้เวลาให้มีค่ากับการเรียนรู้ วันไหนอ่านอะไรแล้วชอบ หรือจบแล้วคิดยังไง จะกลับมารีวิวลงในบล็อกปริศนาบล็อกนี้แหล่ะ

สวัสดี จากบ้านเลขที่ ๖ ถนนแมกคลี แขวงเทิร์นเนอร์ กรุงแคนเบอร์รา เขตปกครองกลางออสเตรเลีย เครือจักรภพออสเตรเลีย (เพ้อเจ้อที่อยู่เป็นภาษาไทย คริคริ)