Friday, 6 December 2013

1...2...3... จบเย่

วันนี้ได้รับอีเมล์แจ้งจาก Programme Coordinator ว่า ได้รับอนุมัติจากหลักสูตรว่าเรียนจบแล้ว 
ตอนนี้คือรอขั้นตอนอนุมัติอย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัย คงได้รับอีเมล์แจ้งอีกทีวันจันทร์หน้า
ขึ้นตอนต่อไปคือเช่าชุดครุย แล้วก็เตรียมตัวเข้าพิธีประสาทปริญญาในวันที่ 18 ธ.ค.นี้

เร็วเหมือนกันนะ ใจหายเหมือนกัน
ตอนแรกคิดว่าจะได้เรียนปีครึ่ง
ไปๆ มาๆ นี่ยังไม่ถึงปีเลย

หลังจากนี้คงต้องคิดหนักขึ้นเกี่ยวกับอนาคต
ตอนแรกเลยคิดว่าจะอยู่ที่นี่ต่อจนวีซ่าหมดเดือน ก.ย.

แต่เดือนม.ค.นี้ก็มีสอบเข้าทำงานที่ราชการกระทรวงหนึ่ง ซึ่งเคยคิดถอดใจไม่อยากทำงานที่นี่แล้ว 
แต่สุดท้ายก็อยากลองพิสูจน์ความสามารถของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

ปริญญาโทที่ไม่มีวิทยานิพนธ์นี่ก็ยากตรงที่จะไปทำงานสายวิชาการก็ลำบากหน่อย 
แต่ก็น่าจะพอเลี่ยงได้ ขอให้หางานทำได้ก็พอ

ทีนี้ก้ต้องกลับมาคิดละว่า จะเก็บของกลับหมดเลย หรือจะกลับมาแคนเบอร่าอีกครั้งนึง
เอาไงดีวะ? 
คงต้องคิดหนักๆ เลยหล่ะ อยากทำงานใช้แรงงานเก็บเงินก้อนก่อนกลับไทยง่ะ 

หรือจะไปหางานที่ทำแล้วได้เงินเยอะ เเช่นสายการบินต่างๆ ไรงี้ 
เอาน่า ชีวิตมันต้องลองดูซักตั้ง กับภาษาอังกฤษง่อยๆ 

สู้ๆ :)

Wednesday, 27 November 2013

เลิกจ้าง

เพิ่งได้รับข้อความเลิกจ้างผ่าน sms เมื่อวานนี้

งานนี้เป็นงาน shift เที่ยง ที่ตอนแรกสุดเจ้าของร้านบอกจะให้ทำตอนเที่ยงและเย็นทุกวัน (ยกเว้นเย็นวันศุกร์ที่ทำร้านพี่เต้  Thai House  มาตั้งแต่ปลายเดือน ส.ค.) แล้วต่อมาร้านเจ้าปัญหานี่ก็หายไป โผล่มาอีกที ก็ตอนที่พี่เต้ให้ไปช่วยทำในครัวทุกวันแล้ว โชคดีมากที่ไม่ได้ปฏิเสธพี่เต้ เพราะแอบรู้สึกว่า ร้านบ้านั่นแอบมีอะไรแปลกๆ อยู่ จนกระทั่งเพิ่งรู้เรื่องวงในจากน้องที่เป็นญาติห่างๆ กะร้านนั้น โหดสัสอ่ะ

พอทำร้านพี่เต้แบบทุกวันได้เป็นสัปดาห์ที่ ๒ เจ๊ร้านนั้นก็เรียกเราไปทำงาน shift เที่ยง วันละ ๒ ชั่วโมง ค่าแรงรวม $๓๐ ต่อวัน ซึ่งก็ถือว่าน้อย แล้วก็เป็นการเอาเราไปใช้งานช่วพีคของร้าน (ซึ่งขายไม่ดี)  ช่วงนี้เค้าให้ทำ พุธถึงศุกร์ แล้วก็บอกใหม่ให้ทำพฤหัสถึงศุกร์ สุดท้ายเพิ่ง sms มาบอกว่า ไม่ต้องมาทำเพราะขายไม่ดี 

ในใจก็ด่าว่า เชี่ย กุอุตส่าห์ไปซื้อเสื้อเชิ้ตดำที่มึงสั่ง ตัวละตั้ง $๒๕ จาก Target ซึ่งก็ไม่ได้ดีอะไรเลย แต่มันหาไม่ได้แล้ว เมื่อวานตอนกลางวันก็เพิ่งซื้อเสื้อเชิ้ตดำจาก Cootton On มาตัวละ $๒๐ แม่ง แล้วก็ซื้อยีนส์ดำ ตัวละ $๓๐ ต้องซื้อ ๒ตัวถึงได้ราคานี้)


สรุปว่าไปทำงานร้านเชี่ยนี่แม่งมีแต่เสียเงินครับ อารมณ์เสียมากๆ

จากนี้ไปจะเก็บเงินไว้ซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน แล้วก็ไว้ช็อปปิ้งวัน Boxing ละ Can't wait indeed!

Thursday, 7 November 2013

สอบ CIPE

เดี๋ยวนี้คงไม่ต้องใช้การเก็งของสอบแล้ว เปลี่ยนเป็นกลัวข้อสอบแทน 


อาจารย์ให้ข้อสอบมา 4 ข้อ แล้วจะเป็นข้อสอบจริงแค่ข้อเดียว ใช้เวลาทำ 1 ชั่วโมง จำกัดความยาว 3 หน้ากระดาษ


ทั้ง midterm และ final ออกข้อที่กลัวที่สุดมาตลอด ทำให้เสียเวลาเตรียมไป 15 นาที เขียนจริงเหลือแค่ 45 นาที ทำได้ 2 หน้าครึ่ง เศร้าอ่ะ ออกจากห้องสอบเลยบ่นอาจารย์ว่าขอเพิ่ม 30 นาที 


เอาน่าอย่างน้อยก็ได้ทำและพอทำได้


ขอให้พรุ่งนี้ข้อสอบออกข้อที่กลัวอีก จะเตรียมไปอย่างดีเลยเหอะ

Monday, 21 October 2013

Getting employed one more job

วันนี้ไปคุยกับเจ้าของร้านที่ติดต่อมาว่าจะให้ไปทำงานร้านเค้า
เป็นร้านเดียวกับที่เคยไปสมัครไว้เมื่อชาติที่แล้ว (ปิดเทอม ก.ค.)
แต่เอาเถอะ ได้งานก็เลยดีใจมากๆ
เริ่มงานเดือนหน้า
ให้ทำงานกลางวัน 12-14 น. จันทร์-ศุกร์
ตอนเย็นให้ทำ 18-21 น. จันทร์-เสาร์ (ยกเว้นวันศุกร์ เพราะติดทำอีกร้านนึง)
คิดว่าน่าจะฟังเวลาเลิกงานกะเย็นผิด นน่าจะเป็น 22/23 น.มากกว่า
แต่ไม่เป็นไร ถ้ารวมกันได้วันละร้อยก็โอเค

จะว่าไป นี่ถ้าหางานคลีนตอนกลางคืนทำด้วยนี่คง perfect น่าดู
เเพราะฟังพี่ป้อมที่ทำงานร้านเดียวกัน เล่าให้ฟังว่าวันนึงทำแค่๕ ชั่วโมง แต่ได้ค่าจ้าง ๗ ชั่วโมงแน่ะ แถมได้วันนึงก็เป็นร้อย รู้สึกจะชั่วโมงละ ๒๐  เหรียญแน่ะ

ตื่นเต้นจุงเบย
จากที่ตอนแรกว่าจะหางานทำตามซุปเปอร์มาร์เก็ต คงไม่ต้องแล้วมั้ง (หรือทำตอนที่ว่างเสาร์อาทิตย์เพิ่มดี)
เผื่อได้ค่าตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน อิอิ

ส่วนเรื่องเรียนนี่ก็ใกล้ปิดเทอมแล้ว
เหลืองาน ๒ ชิ้นของวิชา The Evolution of the International System 
ส่งจันทร์ที่ 29 ชิ้นนึง แล้วก็อีกทีนึงประมาณ 20 พ.ย. แต่ต้องรีบปั่นหลังสอบเสร็จแหล่ะ
สอบเทอมนี้ติดกัน ๒ วันเลย เซ็ง วันศุกร์ที่ ๘ กับ เสาร์ที่ ๙ พ.ย. ติดกันก็ตายไปเลย 
แต่ยังดีที่อาจารย์ Richard Carney จะให้โจทย์มา ๔ ข้อ ไปหาคำตอบล่วงหน้า พอทำจริงก็จะเจอข้อสอบที่สุ่มมา
ท่าทางจะต้องเก็งข้อที่ยากที่สุดละ
ตอนสอบมิดเทอมวิชา Contemporary Issues in IPE ได้ 75% ส่วน IPE ได้แค่ 60% เอง
ช่วงสอบไฟนอลคงต้องฟิตหนักเลยหล่ะ 
เริ่มจากแกะเลกเชอร์ให้หมด หลังส่งงานสัปดาห์หน้า 
แล้วก็เตรียมตอบคำถามที่อาจารย์ให้ร่วมหน้ามา

ที่ตื่นเต้นอีกอย่างนึง คือ อาจารย์จะให้เสนอรายงานหน้าชั้นเรียน 
เพราะอาจารย์ไม่มีอะไรจะสอนแล้ว 
และอาจารย์ก็จะเสนอผลงานตัวเองก่อนไปเสนอในเวทีประชุมที่สหรัฐฯด้วย

๒๒ ต.ค. ๒๕๕๖
วันโดดเรียน EIS เพราะ Paul Keal เข้าแทน Jacinta O'Hagon ที่ตอนนนี้อยู่อินโดนีเซีย 
แถมเรียนเรื่องรัสเซียด้วย เดี๋ยวกลับมาฟังเลกเชอร์ย้อนหลังละกัน ปั่นงานก่อนดีก่า

Wednesday, 16 October 2013

ทบทวนความฝันวันที่อยู่นอกบ้าน



ระหว่างอยู่ที่ออสเตรเลีย ต้องยอมรับว่า การที่ลาออกมาเพื่อเรียนปริญญาโท ซึ่งเรียนแค่สัปดาห์ละ ๖ ชั่วโมง ทำให้มีเวลาว่างทำนู่นทำนี่ คิดนู่นคิดนี่ ดูนู่นดูนี่ ทำให้หลายอย่างผุดขึ้นมาในหัวและเป็นสิ่งที่อยากทำ

๑. อยากเรียนทำอาหาร/ขนม/กาแฟ (บาริสต้า)
๒. อยากเปิดร้านหนังสือ
๓. อยากเปิดโรงเรียนสอนหนังสือ ทำนองที่ใครหลายคนเรียกว่า กวดวิชา แต่เราอยากให้มันเป็นอะไรที่ดีกว่าการทำให้เด็กได้เกรดดีขึ้น คือ ทำให้เด็กคิดเป็น แล้วก็ได้อะไรที่โรงเรียน รวมทั้งกวดวิชาสถานทั้งหลายไม่ให้
๔. อยากลดความอ้วน และปั้นหุ่นให้ดีแบบแก้ผ้าแล้วไม่อายชาวบ้าน
๕. อยากอ่านหนังสือที่ซื้อมา (เก็บ) ให้ครบทุกเล่ม
๖. อยากลองเขียนหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นบทความ สารคดี คอลัมน์ หรือนิยาย (ลาก่อนงานวิชาการ)
๗. ถ้ามีเงินและมีเวลาอีกครั้ง อยากเรียนปริญญาโทเศรษฐศาสตร์การเมือง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาา ยุโรปศึกษา ที่จุฬาฯ สตรีศึกษา และ MBA ที่ธรรมศาสตร์  เรียนป.ตรีรามให้จบ แล้วก็อยากต่อกฎหมาย สาขาวิชาที่ไม่ชอบที่สุด อยากรู้ว่าจะผ่านมันไปได้รึเปล่า

๘. อยากไปเที่ยวอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และเพื่อนบ้านอาเซียน

๙.ความฝันมีเยอะ แต่จะเริ่มทำได้ก็ต่อเมื่อทำปัจจุบันให้เสร็จสิ้น ลุล่วงไป เพราะฉะนั้นต้องเร่งทำให้เทอมนี้จบลงอย่างโอเคให้ได้ อาจจะไม่ได้เรียนต่อเทอมที่ ๓ (ทำวิทยานิพนธ์) แต่ก็ไม่ได้แคร์ (แต่คนอื่น โดยเฉพาะคนจ่ายค่าเทอม ๒ เทอมแรกอาจจะแคร์)

คนเราอยู่ได้ด้วยความหวัง

Tuesday, 23 July 2013

เปิดเทอม 2/2013

1 เดือนกว่าๆ ผ่านไปอย่างที่ไม่ทันตั้งตัว 
เวลาของการพักผ่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
อีกครั้งที่ใช้เวลาช่วงปิดเทอมไปอย่างค่อนข้างไร้ค่า
ไม่ได้ทำงานอย่างที่ตั้งใจไว้ ว่าหลังจากจบเทอมแรกจะหางานทำช่วงปิดเทอม
แต่การณ์กลับเป็นว่าสายเกินไป ร้าน ZenYai ยังไม่รับคนเพิ่ม แต่บอกว่าถ้าขาด wait จะรับเรา จนบัดนี้ยังไม่ติดต่อมา
ไม่ได้ไปเที่ยว แค้นมาก เพราะเท้าเจ็บ ตั้งแต่ช่วงก่อนสอบเสร็จ
สุดท้ายอยู่บ้าน กะว่าจะอ่านนิยายก็อ่านไม่จบ จะอ่านหนังสือเรียนก็อ่านไม่จบ
ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง เบื่อชีวิตเหลวแหลกอย่างนี้จริงๆ

งั้นเทอมนี้ทำ New Semester's Resolution คล้ายๆ ที่คนอื่นทำ NY Resolution แล้วกัน (ตอนท้าย)

วันนี้เปิดเทอมวันแรกของเรา (คนอื่นเปิดตั้งแต่เมื่อวานแล้ว)
ก่อนอื่นขอบ่นก่อนว่า เทอมนี้ได้เรียนแต่วิชาที่สอนตอนเย็นอีกแล้ว (แต่ก็ไม่แน่ว่าจะเรียนกี่วิชา ตัดสินใจอยู่)
วิชาแรกที่เข้าไปนั่งเรียนวันนี้คือ The Evolution of International System
อาจารย์เป็นสาวอังกฤษ (นี่ขนาดหนีมาเรียนออสเตรเลีย ยังเจออาจารย์ชาวอังกฤษตามมาสอน ดีจริงๆ เทอมที่่แล้วก็ Mathew Davies เทอมนี้มี Jacinta O'Hagan ไม่รู้ว่าคนอื่นอพยพมาจากเกาะอังกฤษกันอีกรึเปล่า)
แต่ก็ดี ชอบสำเนียงอังกฤษ จริงๆ อยากฟังสำเนียงออสซี่สุดเซ็กซี่มากกว่า

เปิดเทอมวันแรกก็ได้เจอเพื่อนเก่าที่เคยเรียนด้วยกันเทอมที่แล้วหลายคน 
ที่แน่ๆ มี Jeff และ Daxai แก๊งพูดภาษาไทย ตั้งแต่เทอมที่แล้วที่เรียนวิชา Writing IR ด้วยกัน
แล้วก็มีเพื่อนผู้หญิงฝรั่งคนนึง (แอบจำชื่อไม่ได้ นั่งข้างสาวอินโด จบตรีด้านชีววิทยา) มาทักเรา เพราะได้ยินตอนที่ Rob เพื่อนที่นั่งข้างๆ แนะนำว่าเรามาจากไทย เธอก็เคยอยู่ไทยช่วงสั้นๆ ไม่กี่เดือน ทำงานให้กับ NGO ชื่อ IUNC แถวๆ พร้อมพงษ์ บ่นว่าคิดถึงมะม่วงไทย (โอ่ย อยากกินข้าวเหนียวมะม่วงเลย)

เมื่อวานไปหาหมอมาหลังจากที่หมอส่งไปเอ็กซ์เรย์เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หมอบอกว่า กระดูกไม่มีอะไร แต่สงสัยว่าจะเป็นเท้าแบน (flat foot) เราก็ค่อนข้างดีขึ้นหลังจากที่ไม่ค่อยได้เดินนอกบ้านมาก แล้วก็แช่เท้าในน้ำร้อน มันก็เหมือนจะพอช่วยได้ แต่พอมาวันนี้เปิดเทอมวันแรก เลยเดินออกจากตึก Hedley Bull มาด้วยกันจนถึง Student Exchange เลยเข้าไปในยิม ปวดเท้าเลย วันหลังจะไม่ฝืนละ 

ขอตามกระแสนิดนึง หลังจากที่ตื่นมาพร้อมกับข่าวใหญ่ ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์มีพระประสูติกาลเจ้าชายน้อย รัชทายาทลำดับที่ ๓ ของราชวงศ์วินเซอร์ แทนที่พระปิตุลาแฮรี่ ที่แปะรูปนี้เพราะชอบที่ The Canberra Times ใช้คำว่า Game of Thrones ซีรีส์ชื่อดังในตอนนี้ ดูจะเปลี่ยนจากเรื่องน่ายินดีชื่นมื่นให้กลายเป็น high politics ไปเลย

===================================
การมาเรียนในต่างประเทศไม่ควรมีความรักข้ามขอบฟ้าเลยจริงๆ _ _"

Thursday, 6 June 2013

สอบวันแรก

วันนี้เป็นวันสอบวันแรกของชีวิตการเรียนปริญญาโทที่นี่

วิชาที่สอบคือ ทฤษฎีไออาร์ 

เมื่อวานนั่งอ่านทั้งวัน ไม่ค่อยมีสมาธิตอนกลางวัน อ่านไม่จบ จบไปแค่ realism & liberalism เพิ่งจบ neo-neo debate เมื่อเช้า แล้วก็ทบทวน English School, Critical theories & Constructivism อย่างด่วนภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมง 

เดินไปสอบห้อง  JD 102 เป็นตึกที่ไม่รู้จักของภาควิชาคณิตศาสตร์ แต่โชคดีประเทศนี้มีแอป Lost on Campus ให้ดูแผนที่มหาลัย ช่วยได้เยอะ พอเดินไปใกล้ถึงพิกัดก็ดูตามเข็มทิศเอา 

ข้อสอบวิชานี้มีข้อเดียว ให้มาใน course guide ตั้งแต่เปิดเทอมแล้วหล่ะ เพิ่งจะนั่งอ่านแล้วคิดจริงๆ จังๆ เมื่อคืน แล้วก็เพิ่งจะเขียนในห้องสอบ ไม่ได้เตรียมตัวเป็นอย่างดีเลย เพราะ "ความกลัว" ความกลัวคือปัญหาของเราที่นี่ ทำให้เรานั่งร้องไห้ไม่รู้กี่รอบ แต่สิ่งที่ตรัสรู้ได้ระหว่างที่อ่านหนังสือสอบเมื่อวานก็คือ อ่านไปเหอะ จริงๆ เราคงไม่มีสมาธิเวลาอ่านหนังสือช่วงที่เรียน เลยอ่านไปแล้วงง อีกอย่างอาจารย์ชอบสอนอะไรที่ไม่มีในเอกสารที่บังคับให้อ่าน พออ่านหนังสือที่ไม่ได้บังคับ มันก็ให้ภาพกว้างๆ อีกภาพนึงกับเรา 

เพราะฉะนั้น สัญญากับตัวเองว่าจะไม่กลัวอีกแล้ว จะเตรียมตัวอย่างดี ไม่ใช่อ่านหนังสือ ๑​ วันก่อนสอบเหมือนวิชาที่เพิ่งสอบไป 

อีกวิชานึงที่จะสอบ สอบในวันเกิดเลยด้วยซ้ำ คือ Asian Regionalism and Security: Implications for Australia เป็นวิชาที่เข้าไปนั่งเรียนแล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้อะไรเลย แตะนู่นนิดนี่หน่อย ไม่ค่อยมีแก่นสาร หลักการแนวคิดอะไรก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน อาจารย์ก็บังคับให้ซื้อหนังสือที่ตัวเองเขียนเอง เล่มนี้ตั้ง $130 แน่ะ เลยไม่ซื้อ ให้เพื่อนซีรอกซ์จากเมืองไทยส่งมาให้ ประหยัดไปได้เยอะเลย

วิชานี้โดดบ่อยมากที่สุดในโลกละ ตั้งแต่เรียนมาน่าจะเข้าเรียนไม่ถึงครึ่งนึง ช่วงหลังๆ ที่รู้สึกเฟลมากๆ ยิ่งไม่เข้าเลย เกลียดเพื่อนฝรั่งร่วมกลุ่ม ชอบเขม้น เข้าใจว่าเค้าเก่ง อ่านหนังสือรู้เรื่อง เราอ่านหนังสือก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แค่กูอ่านจบก็บุญแค่ไหนแล้ว (เสือกตรงวันเดียวกับวิชา IRT ด้วยไง) พอเข้า group discusstion (วิชานี้กระแดะเรียก breakout session) ก็เข้าไปเอ๋อ พูดตามเพื่อนในกลุ่มไม่ทัน มันก็จะมีพวกวัยทำงานผู้ชายหลายคนชอบหันมามองเหยียด เพราะเราไม่ค่อยพูด แล้วก็ไม่ค่อยมีส่วนร่วม ก็พวกมึงพูดหมดแล้ว เอาจริงๆ ตอนแรกๆ ฟังพวกแม่งพูดยังแทบจะไม่ทันด้วยซ้ำ บางคนสำเนียงเหี้ยอะไรก็ไม่รู้ฟังไม่เข้าใจตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย แต่เข้าใจบางส่วนก็รู้สึกเหมือนถูกหวยละ ถ้าจะอาสาเป็นตัวแทนกลุ่มนำเสนอความคิดที่ตกผลึกได้ในกลุ่ม กุก็ทำหน้าโง่เหมือนเดิมแหล่ะ (เคยอาสาครั้งนึง เพราะโดนเขม้นหลายครั้งละ แล้ววันนั้น ตั้งใจเลยว่า กุอ่านหนังสือมา สู้มึงได้แน่ สรุปคือง่าวเหมือนเดิม พอพูดได้ไม่สมบูรณ์ อาจารย์ก็ถามว่า บลาบลาๆ ก็ตอบไปว่า ไม่รู้ ต้องให้ไอ้เชี่ยที่เขม้นเราช่วย) มีป้าคนนึงที่รู้สึกเหมือนเรา แอบมองปฏิกิริยาแกออก แล้วก็ไม่ค่อยมาเข้าเรียนเหมือนกัน แต่ป้าแกเป็น native ก็ฟังที่พวกนั้นแม่ง discuss กันแล้วจดอย่างรวดเร็ว ไป present ได้ เธอรอดชีวิตได้ในครั้งนั้น แต่เราลุ้นหัวใจจะวายทุกที

วิชานี้เป็นเหมือนบทเรียนว่า เราควรช็อปปิ้งตามวิชาต่างๆ ในวันแรกที่เปิดเทอม เหมือนที่เคยทำสมัยป.ตรี ชอบก็เรียน มีกฎเกณฑ์/ criteria ที่ไม่ชอบก็ไม่ต้องเรียน (วันแรกของการเรียนวิชานี้มีฝรั่งวัยรุ่นทำอย่างนี้เหมือนกัน แล้วก็ไม่มาเรียนอีกเลย คนที่มาวันแรกของวิชานี้ไม่มาเยอะมาก) และวันเรียนวันสุดท้ายก็มีคนที่แทบไม่เคยเห็นหน้ามาเรียนหลายคน แปลว่า คนที่แม่งไม่ชอบอาจารย์ ไม่ชอบสไตล์การสอน เนื้อหาที่เรียน แต่พลาดลงทะเบียนไปแล้ว ก็มาขอรับทราบหน่อยว่ามึงจะออกข้อสอบอะไร

คนที่เรียนกลางๆ อย่างเราคงขอแค่เอาตัวรอดเทอมนี้ไปให้ได้ก็แล้วกัน แต่สัญญากับพ่อแม่ไว้แล้วว่า ถ้าตกแม้แต่ตัวเดียว จะแพ็กกระเป๋ากลับบ้านทันที เสียดายเงินที่เอามาเรียนกับปริญญาที่ไม่น่าจะทำเงินได้เลยในโลกปัจจุบัน 

เอาเถอะยังไงวันนี้ก็ว่างแล้ว แต่อยากนอน รู้สึก (ไปเองว่า) ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนเกือบตี ๑​ แต่ตื่นประมาณ ตี ๕ กว่าๆ หลับๆ ตื่นๆ แถมฝันว่า ตื่นสายไปสอบไม่ทันอีก (ความกลัวมีพลานุภาพเหนือความคิดเราจริงๆ) นอนขดตัวขี้เกียจจน ๗ โมงกว่า กด snooze นาฬิกาปลุกในมือถือไปหลายครั้งเลยหล่ะ แล้วก็ตื่นมาอ่านต่อ ชีวิตเหมือนหายใจทิ้งไปวันๆ แต่เราก็รอวันที่เราเป็นอิสระจากการสอบ และชีวิตการเรียนปริญญาโทที่นี่ เคยคุยกับเพื่อนที่เรียนอยู่ที่อังกฤษ ซึ่งก็ไม่ได้เรียนอย่างมีความสุขเหมือนที่เราเป็นอยู่นี่แหล่ะ มันนั่งนับวันรอคอยวันที่จะได้บินกลับไทย เราก็กำลังทำอย่างนั้น และพยายามบอกตัวเองตลอดเวลาว่า ทำอย่างนั้นไม่ใช่ด้วยความสิ้นหวัง แต่ด้วยความหวังว่า ความทุกข์ของนักเรียนนอกกำลังจะหมดลงและเริ่มต้นบทเรียนใหม่ของชีวิตจริงในการทำงาน (อีกครั้ง)

Wednesday, 5 June 2013

เริ่มบ่น

วันนี้เป็นวันเตรียมตัววันสุดท้ายก่อนสอบวิชา International Relations Theory ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาโหดหินที่สุดเท่าที่เคยเรียนมาในชีวิต  แต่เอาเข้าจริง เทอมนี้ เรียนแค่ ๓ วิชา แต่มหาโหดลากเลือดที่สุดในชีวิต ก็จะไปบ่นอะไรได้ ปริญญาโท มันคือหลักสูตรเร่งรัดที่สุด ช่วยไม่ได้ ดันพลาดตัดสินใจมาเรียนแล้ว

จะสอบวันพรุ่งนี้ก็ยังไม่ได้ฤกษ์อ่านหนังสือเบย เวิ่นเว้อ เห้ออออ

ยิ่งอยู่ห่างไกลสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ก็ต้องยิ่งปรับตัวมากขึ้น
มาอยู่ในเมืองที่มันแทบจะไม่มีอะไร เพื่อให้ตั้งใจเรียน ไม่มีสิ่งล่อตาล่อใจ แต่ใจมันกลับไม่อยากเรียน อยากกลับบ้าน นี่คือความทุกข์ของคนที่จิตใจโลเลอย่างผม

การที่เราเฝ้ารอบางสิ่งบางอย่างด้วยใจจดจ่อ กับเวลาที่เหมือนจะมีมากเกินไปและเดินผ่านไปอย่างช้าๆ ในขณะที่สิ่งต่างๆ รอบกาย กลายเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ สิ่งที่เราต้องการอาจเป็นสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ที่เราต้องรอให้เวลาเดินไปครบอีก ๑​ ปี กว่าจะได้พบมันอีกครั้ง 

กาลเวลา การรอคอยคงจะทำให้สิ่งเหล่านั้นมีค่ามากขึ้น แต่ระหว่างที่เราต้องรอคอยมันอย่างเหงาหงอย เศร้าสร้อย มันไม่สนุกเลย!

การได้รู้ความจริงถือเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่า ณ ขณะที่เรารับรู้และเรียนรู้ที่จะหายใจต่อไปอย่างมีความหวัง แม้ว่าความหวังจะมีอยู่มากหรือน้อยก็ตาม


สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะเล่น facebook น้อยลงด้วยการลบแอปในมือถือและไอแพดทิ้งเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ หวังว่าครั้งนี้จะช่วยได้และจริงจัง ต่อไปนี้จะเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น (ไม่ว่าจะหนังสือเรียน นิยาย หรือหนังสือประเภทเรียกกำลังใจ หรือหนังสือประวัติศาสตร์ที่ชื่นชอบ) อย่างน้อยเราก็ได้ใช้เวลาให้มีค่ากับการเรียนรู้ วันไหนอ่านอะไรแล้วชอบ หรือจบแล้วคิดยังไง จะกลับมารีวิวลงในบล็อกปริศนาบล็อกนี้แหล่ะ

สวัสดี จากบ้านเลขที่ ๖ ถนนแมกคลี แขวงเทิร์นเนอร์ กรุงแคนเบอร์รา เขตปกครองกลางออสเตรเลีย เครือจักรภพออสเตรเลีย (เพ้อเจ้อที่อยู่เป็นภาษาไทย คริคริ)